3 ประเด็นครับป้าโซ
ประเด็นแรก ผมว่าอารมณ์ของเพลงนี้ไม่ถึงกับว่ายอมให้ตัวเองดูแย่นะครับ.
เป็นแนว ฉันรักเธอ ใครจะว่ายังไง หรือจะเกิดอะไรก็ช่าง (ก็คนมันรักอ้ะ

) เสียมากกว่า

ยังไม่ถึงขั้น กราบกราน ง้องอน อ้อนวอน ข่มขู่ ซบตัก ขอตายให้ดู

ลองนึกถึงเพลง
อาลัยรัก สิครับ
...มินานเท่าไหร่ แล้วเธอก็ไป จากฉันจริงจริง
เธอทอดทิ้ง ให้อาลัย อยู่กับความรัก...
...ฉันจะบิน มาตาย ตรงหน้าตัก
ให้ยอดรัก เช็ดเลือด และน้ำตา...♪
โถ...พ่อคุณ ยอดรักที่ว่าน่ะเค้าทิ้งคุณไปแล้ว เค้าคงยอมให้คุณมานอนตายบนตักหรอก
ประเด็นที่ 2 ความสวยของภาษาเพลงกับความจริงของชีวิต บ่อยครั้งที่ไปกันไม่ได้.
ไม่ว่าจะเป็นเพลงที่ร้องว่า
ขาดเธอฉันคงขาดใจ เอาเข้าจริงๆ ก็เห็นอยู่ต่อมาได้เป็นปกติสุขดี

หรือเพลงที่ว่า
ตราบชีพนี้วอดวายเป็นเถ้าถ่าน...จะขอรักด้วยวิญญาณ แทรกสายลมโชยผ่าน เคล้าเคลียนงคราญไม่ห่างไกลครือ...ตกลงว่าพี่จะจีบสาว หรือจะไปตามหลอกหลอนกันแน่
ส่วนประเด็นที่ 3 ที่ป้าโซถามถึงเพลงที่ฟังในอารมณ์ต่างกัน ผมมีเพลงโปรดในดวงใจเพลงนึงครับ.
ข้างขึ้นเดือนหงาย เราขี่ควายชมจันทร์
เพลิดเพลินใจฉัน โคมสวรรค์พราวพราย...♪
เป็นเพลงที่ชอบมาแต่เด็ก ฟังแล้วเห็นภาพลมเย็นๆ แสงจันทร์สว่าง นั่งหลังควายเป่าขลุ่ย...

ซัก 2 ปีก่อนผมอ่านหนังสือเรื่อง กระบือบาล (ที่ไม่ใช่กบาลกระบือ) ของคุณ ดำรงค์ อารีกุล
อ่านแล้วขำแบบอึ้งๆ ครับเพราะคุณดำรงค์บอกว่าเพลงนี้น่ะแต่งแบบคนกรุงที่ไม่เคยเลี้ยงควาย
ควายน่ะเค้ามีไว้ทำนา กลางคืนน่ะเป็นเวลาควายนอน ไอ้หนุ่มลูกทุ่งที่ไหนจะมาขี่ควายชมจันทร์?
ทุกวันนี้ผมก็ยังชอบเพลงนี้อยู่ แต่ก็จะขำๆ เวลาได้ยินครับ

ปล. เพลงนี้ครู แก้ว อัจฉริยะกุล แต่งเนื้อครับ
ที่เขียนนี่เป็นแนวเล่าสู่กันฟัง ผมคงไม่บังอาจตำหนิท่านครับ
